เขียนสองภาษาให้รอด: เลือกตัวนับคำที่ใช้ได้ทุกภาษา

10

เผยแพร่เมื่อ

คนเขียนสองภาษาพลาดงานกันเพราะเรื่องเล็กที่น่าหงุดหงิดมาก นั่นคือเชื่อเครื่องมือนับคำแบบไม่ดูระบบข้างใน พอเป็นภาษาอังกฤษ ทุกอย่างดูเรียบร้อยดี มีช่องว่าง มีคำชัดเจน ตัวเลขนิ่งเหมือนเด็กเรียนดี แต่พอเปลี่ยนเป็นไทย จีน หรือญี่ปุ่น ตัวเลขเริ่มแกว่ง บางเว็บนับน้อยกว่าที่คิด บางเว็บดันนับเกินจนเกินโควตา และคุณมารู้ตัวอีกทีตอนส่งงานไปแล้ว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณเขียนไม่เป็น ปัญหาคือ คำว่า “1 คำ” ไม่ได้มีความหมายเดียวกันในทุกภาษา เครื่องมือที่ทำงานได้กับภาษาเว้นวรรค ไม่ได้แปลว่าจะทำงานได้ดีกับภาษาที่ไม่เว้นวรรคเป็นหลัก ถ้าคุณกำลังหาตัวช่วยแบบ นับคำออนไลน์ เพื่อใช้กับงานสองภาษา บทความนี้จะไม่ขายฝัน เราจะคุยกันตรงๆ ว่าควรดูอะไรบ้างก่อนเอาข้อความไปตัดสินด้วยตัวเลข

ทำไมคนเขียนสองภาษาถึงโดนเครื่องมือนับคำหลอก

เว็บนับคำทั่วไปชอบทำให้เรื่องนี้ดูง่ายเกินจริง เหมือนแค่วางข้อความแล้วรอดูตัวเลข แต่หน้างานจริงไม่ได้สวยขนาดนั้น โดยเฉพาะถ้าคุณสลับไปมาระหว่างไทยกับอังกฤษ หรือเขียนไทยปนคำทับศัพท์ ปัญหาจะเริ่มทันที เพราะเครื่องมือแต่ละตัวใช้กติกาไม่เหมือนกัน

ภาษาไม่ได้แยกคำเหมือนกัน

ภาษาอังกฤษพึ่งพาช่องว่างค่อนข้างมาก โปรแกรมจึงจับ “word count” ได้ตรงไปตรงมา แต่ภาษาไทยไม่ได้ใช้ช่องว่างเพื่อแบ่งคำเป็นหลัก ช่องว่างมักใช้แบ่งวลีหรือจังหวะอ่านมากกว่า ส่วนภาษาจีนและญี่ปุ่นก็มีธรรมชาติคล้ายกัน คือไม่ได้แยกคำด้วยเว้นวรรคแบบภาษาอังกฤษ ผลคือเครื่องมือต้อง “เดา” การตัดคำจากกฎหรือโมเดลที่มันใช้

ตรงนี้แหละที่คนใช้งานหัวเสีย เพราะ ตัวเลขที่เห็นไม่ใช่ความจริงล้วนๆ แต่มันคือผลจากวิธีตัดคำของระบบนั้น ถ้าเครื่องมือใช้วิธีง่ายๆ แบบดูแค่ช่องว่าง ภาษาไทยจะออกมาเพี้ยนทันที บางครั้งทั้งย่อหน้าถูกมองเป็นก้อนเดียว บางครั้งตัดคำกระจัดกระจายจนไม่ตรงกับที่คนอ่านรับรู้

คำว่า “1 คำ” ยังขึ้นกับกติกาของปลายทาง

อีกชั้นที่คนชอบมองข้ามคือ ผู้รับงานอาจไม่ได้ต้องการ “คำ” แบบเดียวกับที่เว็บนับให้เห็น อาจารย์บางคนกำหนดจำนวนคำสำหรับบทความภาษาอังกฤษ แต่พอเป็นภาษาญี่ปุ่นกลับกำหนดเป็นจำนวนตัวอักษร วารสารหลายแห่งแยกชัดระหว่าง word count กับ character count ส่วนงานแปล งานซับไตเติล และงานคอนเทนต์สั้นบนแพลตฟอร์มต่างๆ มักสนใจความยาวจริงที่แสดงผล มากกว่าจำนวนคำตามทฤษฎี

ถ้าคุณไม่เช็กให้ชัด คุณจะเจอสถานการณ์คลาสสิกมาก คือเขียนครบตามเว็บหนึ่ง แต่โดนตีกลับเพราะอีกระบบนับไม่เท่ากัน เสียเวลาแก้งานเพราะเชื่อเลขผิดตั้งแต่ต้น

ข้อมูลดิบที่ควรรู้ก่อนเลือกเครื่องมือ

ไม่ต้องเชื่อคำโฆษณาว่า “รองรับทุกภาษา” แบบลอยๆ ให้ดูข้อมูลพื้นฐานที่ตรวจสอบได้ก่อนดีกว่า เพราะเครื่องมือที่ดีควรอธิบายได้ว่ามันนับอะไร และนับอย่างไร

มีข้อเท็จจริงอยู่ไม่กี่ข้อที่ช่วยตัดของมั่วออกไปได้เร็วมาก

  • Google Docs มีฟังก์ชันนับ words, characters, characters excluding spaces, pages ตามเอกสารช่วยเหลือของ Google Docs Editors
  • Microsoft Word แสดง words, characters, paragraphs, lines, pages ตามเอกสารช่วยเหลือของ Microsoft
  • Unicode มีเอกสารอ้างอิงเรื่องการแบ่งข้อความชื่อ Unicode Standard Annex #29: Text Segmentation ซึ่งอธิบายหลักการแบ่งคำและหน่วยข้อความ แต่แต่ละโปรแกรมอาจนำไปใช้ไม่เหมือนกัน

แปลเป็นภาษาคนทำงานได้แบบนี้: ต่อให้ใช้มาตรฐานเดียวกัน ตัวเลขก็ยังมีโอกาสต่างกันได้ ถ้าแต่ละเครื่องมือแปลมาตรฐานนั้นคนละแบบ นี่ไม่ใช่เรื่องจุกจิกทางเทคนิค แต่มันกระทบการส่งงานจริง

กรณีไทย จีน ญี่ปุ่น ทำไมตัวเลขชอบไม่นิ่ง

ภาษากลุ่มนี้มีโจทย์ร่วมกันคือการตัดคำไม่ได้อาศัยช่องว่างเป็นตัวหลัก โปรแกรมจึงต้องพึ่งการวิเคราะห์รูปคำหรือพจนานุกรมภายใน ซึ่งไม่ได้แม่นเท่ากันทุกระบบ ยิ่งเป็นคำประสม คำใหม่ ชื่อเฉพาะ คำทับศัพท์ หรือประโยคที่จงใจเล่นภาษา ความต่างจะยิ่งชัด

ยกตัวอย่างง่ายๆ ข้อความไทยที่มีคำติดกันยาวๆ หรือมีอังกฤษแทรก เช่น “ส่งไฟล์finaldraftภายในวันนี้” เครื่องมือหนึ่งอาจมองเป็นหลายหน่วย อีกเครื่องมือหนึ่งอาจจับเป็นก้อนเดียว ความต่างแบบนี้ฟังดูเล็ก แต่ถ้าคุณกำลังวิ่งไล่เส้นตาย 500 คำ 1,000 คำ หรือแปลบทสัมภาษณ์ยาวหลายหน้า มันไม่เล็กเลย

กรอบคิด 3S สำหรับเลือกตัวนับที่ไม่พาคุณพัง

แทนที่จะไล่ลองเว็บไปเรื่อยๆ แบบวัดดวง ผมแนะนำให้ใช้กรอบคิดสั้นๆ ที่เช็กได้เร็ว ชื่อว่า 3S: Script, Split, Spec มันไม่ได้เท่เพื่อเอาไปตั้งคอร์ส แต่มันช่วยตัดความมั่วก่อนเริ่มงานได้จริง

1) Script: ดูก่อนว่าภาษาของคุณเดินเกมแบบไหน

เริ่มจากถามให้ชัดว่าคุณกำลังเขียนภาษาอะไรบ้าง ถ้าเป็นอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส หรือภาษาเว้นวรรคเป็นหลัก เรื่อง word count จะง่ายกว่า แต่ถ้าเป็นไทย จีน ญี่ปุ่น หรือข้อความที่ปนหลายภาษาในบรรทัดเดียว คุณต้องระวังมากขึ้นทันที

ถ้าภาษาไม่แยกคำด้วยช่องว่าง อย่าเชื่อตัวเลขแรกที่เห็น ให้ถือว่าเป็นตัวเลขตั้งต้น ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย

2) Split: ดูว่าเครื่องมือหั่นข้อความแบบไหน

ต่อมาคือดูว่าเครื่องมือแยกคำอย่างไร อย่างน้อยมันควรแสดงมากกว่าหนึ่งตัวชี้วัด เช่น จำนวนคำ จำนวนอักขระ รวมช่องว่าง และไม่รวมช่องว่าง ถ้าเว็บไหนมีแค่เลขเดียวแล้วบอกว่าครอบจักรวาล ให้ระวังไว้ก่อน

คนที่ค้นหา นับคำออนไลน์ มักอยากได้ความเร็ว แต่ความเร็วที่ไม่มีบริบทนี่แหละทำให้งานพัง เครื่องมือที่ดีไม่ควรบังคับให้คุณเดาว่าเลขนี้นับจากอะไร มันควรอธิบายตัวเองได้ หรืออย่างน้อยแสดงหมวดนับหลายแบบให้คุณเทียบ

3) Spec: ดูปลายทางต้องการอะไรกันแน่

ข้อสุดท้ายตรงที่สุด และคนพลาดเยอะที่สุด คือเช็กเงื่อนไขของปลายทางก่อนเสมอ ผู้ว่าจ้าง อาจารย์ บรรณาธิการ หรือระบบรับบทความ ต้องการ words หรือ characters กันแน่ ต้องนับรวมช่องว่างไหม นับเชิงแสดงผลหรือเชิงภาษาศาสตร์ ถ้าไม่ถามตรงนี้ตั้งแต่ต้น คุณจะมานั่งไล่ลบคำช่วงท้ายแบบหัวร้อนโดยไม่จำเป็น

พูดง่ายๆ คือ อย่าเลือกเครื่องมือก่อนเลือกนิยาม นิยามมาก่อน เครื่องมือค่อยตาม

แบบไหนถึงเรียกว่าใช้ได้ทุกภาษาจริง

คำว่า “ใช้ได้ทุกภาษา” ถ้าเอาแบบไม่ขายฝัน มันไม่ได้แปลว่าเลขจะตรงกันหมดทุกแพลตฟอร์ม แต่มันควรแปลว่าเครื่องมือนั้นทำให้คุณตรวจความยาวข้อความได้อย่างมีสติและมีทางหนีทีไล่

เวลาเลือกใช้ ให้มองหาคุณสมบัติพวกนี้

  • รองรับข้อความ Unicode ได้ปกติ ไม่พังเมื่อมีไทย จีน ญี่ปุ่น อีโมจิ หรือสัญลักษณ์พิเศษ
  • แสดงทั้งจำนวนคำและจำนวนอักขระ แยกแบบรวมช่องว่างกับไม่รวมช่องว่างได้ยิ่งดี
  • รองรับข้อความผสมหลายภาษาในกล่องเดียว โดยไม่ทำให้การนับหลุดจนใช้การไม่ได้
  • วางข้อความยาวได้จริง ไม่ตัดทอนกลางทาง
  • ใช้งานง่ายพอให้ตรวจซ้ำได้เร็ว เพราะงานจริงไม่ได้มีเวลามานั่งส่องทุกครั้ง

ถ้าจะให้พูดแบบไม่อ้อม เครื่องมือที่ดีสำหรับสายเขียนสองภาษา ไม่ได้เก่งแค่นับคำ แต่มันต้องช่วยให้คุณตัดสินใจเรื่องความยาวได้ถูก นี่คือเส้นแบ่งระหว่างของเล่นกับของที่ใช้ทำงานจริง

วิธีใช้งานให้ไม่พลาดในงานจริง

ต่อให้ได้เครื่องมือที่ดีแล้ว ถ้าวิธีใช้ยังมั่ว ผลก็ยังพังเหมือนเดิม เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เว็บอย่างเดียว แต่อยู่ที่ลำดับการตรวจด้วย

งานบทความ เรียงความ และงานเขียนเชิงวิชาการ

ถ้างานมีเกณฑ์จำนวนคำชัดเจน ให้ร่างต้นฉบับก่อน แล้วตรวจอย่างน้อย 2 ค่าเสมอ คือจำนวนคำกับจำนวนอักขระ เหตุผลไม่ซับซ้อนเลย ถ้าเป็นบทความสองภาษา คุณจะเห็นทันทีว่าฉบับไหนยืดเกินเพราะโครงสร้างภาษา ไม่ใช่เพราะเนื้อหาฟุ่มเฟือยอย่างเดียว

สำหรับคนที่สลับไทย-อังกฤษในย่อหน้าเดียว การเช็กจากตัวอักษรควบคู่กับคำจะช่วยมาก เพราะคำอังกฤษสั้นแต่กินพื้นที่น้อย ส่วนไทยไม่มีช่องว่างถี่แบบอังกฤษ ตัวเลขสองชุดนี้อ่านคู่กันแล้วแม่นกว่าดู word count อย่างเดียว

งานแปล ซับไตเติล ใบสมัคร และคอนเทนต์สั้น

งานพวกนี้ยิ่งต้องเลิกยึดติดกับคำอย่างเดียว งานแปลหลายประเภทคิดราคาเป็นคำในภาษาแหล่ง แต่คุณภาพการแสดงผลกลับขึ้นกับจำนวนอักขระในภาษาปลายทาง งานซับไตเติลก็คล้ายกัน เพราะสิ่งที่คนดูเจอคือพื้นที่บนจอ ไม่ใช่ทฤษฎีการตัดคำ

ถ้าคุณทำหลายอย่างในวันเดียว วิธีที่ปลอดภัยคือเก็บนิสัยตรวจ 3 ชั้นไว้เสมอ: ดูคำ ดูอักขระ แล้วเช็กกับข้อกำหนดปลายทางอีกที ฟังดูเยอะ แต่พอทำจนชิน มันเร็วกว่าโดนส่งกลับมาแก้แน่นอน

อ้างอิงที่ควรดูเพิ่ม: Google Docs Editors Help เรื่อง Word Count, Microsoft Support เรื่องการแสดง Word Count, และ Unicode Standard Annex #29 เรื่อง Text Segmentation

ถ้าคุณเขียนสองภาษาอยู่แล้ว เลิกถามแค่ว่าเว็บไหนนับได้เร็ว แล้วเริ่มถามว่าเว็บไหนนับได้ตรงกับงานของคุณมากกว่า จากนี้เวลาจะเลือกเครื่องมือ อย่ามองหาเลขสวยๆ แต่มองหากติกาที่โปร่งใส ลองเอาข้อความไทยล้วน ข้อความอังกฤษล้วน และข้อความผสมของตัวเองไปทดสอบทันที คุณจะเห็นเองว่าเครื่องมือไหนช่วยงาน และเครื่องมือไหนมีไว้ทำให้เสียเวลา แล้วคำถามจริงๆ คือ คุณยังอยากฝากเส้นตายไว้กับตัวเลขที่ไม่รู้ที่มาอีกหรือเปล่า